หลักการและเหตุผล

ในขณะที่ระบบโลกในยุคโลกาภิวัตน์กำลังบูรณาการเข้าด้วยกันในทุกมิติ  พัฒนาการทางเศรษฐกิจใน ช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาของอภิมหาอำนาจทางวัฒนธรรมในเอเชียอย่างประเทศจีนกับอินเดียหลังจาก ที่ตกอยู่ใน ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งศตวรรษครึ่ง ทำให้ศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลกได้เคลื่อนย้ายมาสู่ ภูมิภาคเอเชีย  กระทั่งกลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศของโลก  การกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทยให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การ เมืองโลกดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย  เพราะการค้าและการลงทุนของประเทศ ไทยต้องผูกพันกับภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้นตลอดเวลา

ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ประเทศไทยได้ร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก่อตั้ง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน (Association of the Southeast Asian Nations - ASEAN) ขึ้นใน พ.ศ. 2510 เพื่อประสานความร่วมมือในมิติต่างๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม   ในระยะกว่า 40 ปีที่ผ่านมา อาเซียนประสบความสำเร็จในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกได้ดีพอสมควร แม้จะเผชิญปัญหาด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ในช่วงสงครามเย็น  ในมิติด้านการเมืองความมั่นคงนั้น อาเซียนมีความร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในแง่ข้อตกลงและกรอบการประชุมหารือต่างๆ อาทิ ปฏิญญาว่าด้วยเขตสันติภาพ อิสรภาพและความเป็นกลาง (Declaration of Zone of Peace, Freedom and Neutrality) พ.ศ. 2514, สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ (Treaty of Amity and Cooperation) พ.ศ. 2519 และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง เป็นต้น  ส่วนในมิติด้านเศรษฐกิจนั้น อาเซียนบรรลุความตกลงร่วมกันในหลายด้าน ที่สำคัญได้แก่ การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเขตการลงทุนร่วม (AIA) การจัดตั้งเขตการค้าเสรี อาเซียนกับจีน อินเดียและประเทศอื่นๆ ตลอดจนความพยายามผลักดันให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ขึ้นภายในปี พ.ศ.2558  อันจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอาเซียน 

การจัดตั้งประชาคมอาเซียนเป็นผลมาตอบโต้ต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ของภูมิภาค ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อันเกี่ยวเนื่องกับการสิ้นสุดสงครามเย็น  พัฒนาการของกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว  การผงาดขึ้นของจีนและอินเดียในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมืองในภูมิภาค ตลอดจนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ   ทั้งหมดนี้เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้อาเซียนต้องปรับปรุงบทบาทและเป้าหมายจากเดิมที่มุ่งเน้นบทบาทด้านการเมืองและความมั่นคงเป็นหลักในลักษณะการรวมตัวกัน แบบหลวมๆ มาสู่การรวมตัวกันในลักษณะประชาคมที่มุ่งเน้นมิติทางเศรษฐกิจเป็นหลัก  แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งความร่วมมือทางด้านการเมืองความมั่นคงและด้านสังคม-วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้อาเซียนมีศักยภาพในการแข่งขัน ต่อรองและถ่วงดุลทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นในประชาคมโลกที่มีแนวโน้มเป็นโลกาภิวัตน์สูงขึ้นทุกขณะ

แนวคิดประชาคมอาเซียนกำเนิดขึ้นจากการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่ 9 เมื่อพ.ศ. 2546 เพื่อยกระดับและกระชับการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนให้สูงและเข้มข้นยิ่งขึ้นภายใต้สดมภ์หลัก 3 ประการ ได้แก่ ประชาคมความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม  โดยมีเป้าหมายเพื่อรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี พ.ศ.2558 ได้แก่การมุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม  รวมถึงการจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิตเดียวกัน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการค้า เศรษฐกิจ และการพัฒนาในภูมิภาค  ต่อมายุทธศาสตร์ในการจัดตั้งประชาคมอาเซียนได้รับการรับรองโดยกฎบัตรอาเซียน ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2551 เป็นต้นมา  แน่นอนว่าการกำเนิดขึ้นของจินตภาพใหม่ในการก่อตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นนั้นย่อมจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างต่อสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมหาศาล  เนื่องจากในแนวโน้มดังกล่าวนั้น ภูมิภาคอาเซียนไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่คือหุ้นส่วนสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติที่สืบเนื่องต่อไปในอนาคต  จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถาบันการศึกษาของ ประเทศที่จะให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยและการกำหนดหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะสมและทันสมัย เพื่อผลิตกำลังคนที่มีความพร้อมในการรองรับและเผชิญความต้องการจำเป็นของสังคมกับประเทศชาติอันสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคที่กำลังจะเกิดขึ้น

การที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ผลักดันให้มีการบูรณาการทางเศรษฐกิจและสังคม-วัฒนธรรม กระทั่งนำไปสู่การประกาศให้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ขึ้นภายในปี 2015 ที่จะถึงนี้  โดยองคาพยพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองดังกล่าวจะก่อให้เกิดการรวมตัวกันในหลายมิติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากรของประเทศ ที่จะทำให้การรวมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นบนฐานของความรู้ความเข้าใจและประชากรของประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันไม่ด้อยกว่าประชากรของประเทศสมาชิกอื่นๆ  มหาวิทยาลัยนเรศวรในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศ จึงเห็นควรให้ร่วมสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลโดยการจัดตั้งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยนเรศวร (NUSS – Naresuan University Centre for Southeast Asian Studies) ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลในด้านต่างๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียนต่อไป

วัตถุประสงค์

ผลิตบัณฑิตและบุคลากรที่มีความรู้ มีคุณธรรม สามารถพัฒนาตนเองสู่ประชาคมอาเซียน โดยตอบสนองต่อปณิธานของมหาวิทยาลัยในการบุกเบิก แสวงหา บำรุงรักษา และถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าและความเป็นเลิศทางวิชาการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อากรพัฒนาบุคคลให้เป็นผู้มีความเรืองปัญญาและคุณธรรม รวมทั้งเอื้ออำนวยต่อ ความเจริญของสังคมและของมนุษยชาติมิมีวันเสื่อมสูญ มุ่งสร้างบัณฑิตให้เป็นทั้ง คนดีและคนเก่ง โดยเน้น 

  1. ความเป็นคนที่ทันสมัยในฐานะพลเมืองและพลโลก ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย รู้รอบ และมีทัศนคติที่กว้างไกล 
  2. ความเป็นนักวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในสาขาที่ศึกษาลึกซึ้ง และประยุกต์ไปสู่การปฏิบัติงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  3. ความเป็น “บัณฑิต” ที่มีมโนธรรม คุณธรรม และจรรยาวิชาชีพ